สถานะ

ติดตามเพลงและผลงานใหม่ๆ ของผม หรือเข้ามาคุยกันแบบเรียลไทม์ได้ทางเพจ www.facebook.com/notekeyboard นะครับ
*สำหรับคอร์ด ที่เห็นในโน้ตนั้น สำหรับมือซ้าย อยากรู้ว่าต้องกดโน้ตอะไรบ้าง กดที่นี่ แล้วใส้ชื่อคอร์ดที่ต้องการรู้ได้เลยนะครับ

ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฝันมันฟ้อง

     ผมคิดว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินมาว่า สิ่งที่มันอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเรา หรือ เคยกระแทกความทรงจำของเรานั้น แม้เราจะคิดว่าเราลืมมันไปแล้ว เลิกคิดถึงมันได้แล้ว แต่ถ้ามันมีความหมายกับเราจริง ๆ เราก็ลืมมันไม่ได้หรอก


     ผมเริ่มเชื่อแล้วครับ เพราะไอ้สิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองลืมไปจากความทรงจำเรียบร้อยแล้ว มันก็กลับมาหลอกหลอนผมบ่อย ๆ เวลาที่ผมหลับ ใช่ครับ มันมาในความฝัน
ภาพ Midsummer night dream จาก http://www.centennialparklands.com.au




     เรื่องแรกก็คือ ผมถูกหมากัด-*- นั้นแหละครับ ผมเป็นคนไม่กลัวหมามาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งผมโดนหมากัดเข้า (ไม่ใช่ ปอมปอม งับเล่น ๆ นะครับ ไอ้ตูบข้างถนนนี่แหละครับ กระโดดงับขาผมซะเต็มเขี้ยว) ผมก็คิดว่าผมยังไม่กลัวหมาเหมือนเดิม แต่เวลาที่ผมเหนื่อย ๆ หรือกังวลอะไรสักอย่างครับ ผมจะฝันว่าโดนหมากัด แล้วในฝันผมก็ตกใจมากเสียด้วย คงเป็นเพราะว่าประสบการณ์จากการถูกหมากัดมันเลวร้ายสุด ๆ มั่งครับ ไอ้หมากัดหน่ะ มันเจ็บนิดเดียวครับ แผลลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตรเอง ไม่น่ากลัวเล้ยยยยย
ไม่ต้องมาทำหน้าสงสัยเลย ทำเราทรมานเป็นเดือน 55555


     แต่ไอ้ที่น่ากลัวและทรมาณกว่านั้นมากคือการรักษาครับ วันแรกที่ผมโดนกัดนั้น ต้องไปฉีดเซรุ่มรอบแผล ประมาณแผลละ 4 เข็มครับ โดนวัคซีนที่ไหล่อีก 2 เข็มครับ สรุปวันนั้นผมโดนประมาณ 10 เข็มครับ กลายเป็นหมอนปักเข็มไปเลยทีเดียว


     เท่านั้นยังไม่พอ ผมต้องไปล้างแผลทุกวันครับ แผลการถูกสุนัขกัด เค้าจะไม่ให้แผลปิดครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบติดเชื้ออยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นทุกวัน แผลสด ๆ ของผมก็จะถูกคุณพยาบาลคนสวยเอาสำลีกระซวกเอาเกลืดเลือดออกจนหมด (ไม่ให้แผลตกสะเก็ด) ต้องรอจนเนื้อเติมแผลขึ้นมาให้เต็มเอง.....


     ลองคิดดูก็แล้วกันครับ แผลผมลึกประมาณ 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ร่างกายจึงจะสร้างเนื้อทดแทนขึ้นมาได้ ผมจะบอกให้ครับ 1 เดือนเต็ม ๆ ที่ผมต้องโดนสำลีกระซวกแผลของผมทุกวัน ๆ ๆ แผลผมไม่ได้มีแผลเดียวด้วยนะครับ จะบอกให้ครับ โค ตะ ระ ทรมานเลย จนเดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นพวกมาโซไปแล้วเนี่ย (พวกชอบความเจ็บปวด เข้ากันได้ดีกับพวก ซาดิสม์)
     ด้วยเหตุนี้ละมังครับ แม้ผมจะพูดว่าไม่กลัวหมา ไม่กลัวหมา แต่เวลาเครียดทีไร ฝันเห็นหมาทุกทีมันเป็นแผลเป็นฝั่งอยู่ทั้งในขาและในใจผมไปแล้วมั้ง


     เอาหล่ะครับ พูดถึงหมากลบเกลื่อนกันมาเยอะละ ประเด็นที่สำคัญของเพลงในตอนนี้คือคนครับ ก็คือว่าช่วงนั้นเป็นตอนปิดเทอมใหญ่ พอดีผมทำงานห้องเชียร์ จึงต้องทำงานค่อนข้างหนัก และค่อนข้างเหนื่อย พอถึงกลางคืน หัวถึงหมอน ก็จะสลบไปอย่างง่ายดาย แต่เรื่องหลังจากนั้นน่ะสิ นานมาแล้ว....
ไม่ใช่แล้วครับ




     มีหลายคืนมาก ที่ผมมักจะฝันถึงเหตุการณ์สมัยก่อน (นานมาก ตั้งแต่สมัย มัธยมต้น) มันเป็นเอิ่ม ความรัก(หรือเปล่า) หรือความผูกผัน(ก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจ)ของเพื่อนต่อกัน แต่ว่ามันไม่มีทางเป็นเป็นได้ ยังไงก็ไม่ได้
     ผมคิดว่าตัวเองลืมไปหมดแล้ว (ตั้ง 5 ปีแล้วนะตั้งแต่ม.ต้น) แต่ทำไมเวลาที่เหนื่อย ๆ เครียด ๆ แล้วนอน นอกจากจะเจอน้องหมามางับขาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะฝันถึงเขาอยู่เสมอ  บรึ๊ย ช่างมันเถอะ เอาความรู้สึกตรงนี้มาแต่งเพลงดีกว่า กับเพลงนี้ครับ เพลง ในฝัน



วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นาน ๆ ที มีคนคิดถึงบ้างก็ดีเหมือนกัน

     เคยไหมที่มีความรู้สึก อยากเข้มแข็ง อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากอยู่ได้ด้วยกำลังของตนเอง ไม่ต้องพิ่งใคร ๆ อยากมีคุณค่าในสายตาคนอื่น อยากมีประโยชน์ต่อสังคม


     ผมว่าหลาย ๆ คนคงเคยมีความรู้สึกแบบนี้นะครับ โดยเฉพาะเด็กที่กำลังโต (อย่างผม ^^) ก็ย่อมอยากปีกกล้าขาแข็ง บ้างเป็นธรรมดา อะไรกันจะพึ่งแต่พ่อแม่ตลอดไปเลยรึไง ทำให้หลาย ๆ คนพยายามที่จะหาเป้าหมายเพื่อก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จนั้น หลายคนก็มีหลายวิธี อาทิ ตั้งใจเรียนให้โหด ๆ จะได้ติดคณะดีดีมีงานทำแน่นอน หารายได้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ทำงาน part-time หรือ สอนพิเศษ แม้กระทั่งทำธุรกิจเครือข่าย เพื่อให้ได้มาซึ่ง เงิน หรือ ผลตอบแทนอื่น ๆ ซึ่งทำให้ตัวเองดูมีคุณค่าขึ้นมา


     แน่นอนครับ การทำอะไรทุกอย่างย่อมต้องการการทุ่มเท สละแรงกาย แรงใจ เวลา จะอาจทำให้หลาย ๆ คนมัวแต่มองเป้าหมายของตนเอง จนลืมสังเกต ใส่ใจ สิ่งรอบข้างใกล้ ๆ ตัวไปบ้าง


     ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีเป้าหมายไว้ให้พุ่งชน (กระทิงแดงเปล่าหว่า) และผมก็เป็นคนที่ค่อนข้างเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ตัวเองได้เลิอกที่จะทำแล้ว ผมคิดว่า คนเรามันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ต่อสังคม ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ผมก็เลยมักจะบ้างานจนไม่ค่อยได้สนใจใครเท่าไร โดยเฉพาะตอนสอบ ENT นี่ผมบ้าเรียนมากแทบไม่ใส่ใจเพื่อน ๆ เลย(เพื่อนมันบอกว่าผมเปลี่ยนไปนะครับ ถึงได้รู้)


     ในตอนนั้นในใจมันก็เหงานะครับ การพยายามสร้างคุณค่าให้ตัวเอง แต่กลับลืมใส่ใจคนรอบข้าง จนคนรอบข้างก็ลืมใส่ใจเราไปแล้วเหมือนกัน (กลายเป็นมนุษย์โลกลืม) ผมก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไป


     จนกระทั่งวันหนึ่ง โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสือ ผมก็กำลังจะรับด้วยความหงุดหงิด แต่เมื่อมองไปที่เบอร์คนโทรมา ผมก็สะอึก เพราะคนโทรมาคือคนที่ผมเคยใส่ใจ และห่วงใยความรู้สึก ก่อนที่ผมจะมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้ต้องทำคือ "ENT ให้ติด" เธอโทรมาถามผมเรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย ผมก็งงว่า เอ๊ะ จะโทรมาทำไมถ้าไม่มีเรื่องจะถามเป็นสาระ คำตอบของเธอทำผมอึ้งไปเลย "เพราะคิดถึง....."


     อันที่จริงผมก็คิดถึงเธอมากเหมือนกัน แต่ว่ามัวแต่ทำนู้นทำนี่ จนไม่ได้โทรหาเลย (ที่จริงก็เป็นเพราะเกลียดโทรศัพท์ด้วยแหละ) พอคุยปุ๊บ ก็ไม่อยากวางสายเลย เพราะมันทำให้ผม "หายเหงา"ลงได้


     มันก็เลยทำให้ผมได้คิดอะไรหลาย ๆ อย่าง มันจะไปมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราพยายามมีคุณค่าในสายตาคนอื่น แต่กลับลืมสิ่งสำคัญที่อยู่กับตัวเองไป มัวแต่ทำงานจนลืมคนที่ห่วงใยเราไป แล้วก็มาตีโพยตีพายว่า อุตส่าห์ทำงานแทบแย่ แต่ไม่มีใครสนใจ เหงา ขาดความอบอุ่น ก็เพราะเรานี่แหละ ที่ลืม "ใส่ใจ" เขาก่อน


     ขอบคุณมากนะ ที่โทรมาวันนั้น ที่บอกว่าคิดถึง แม้จะนาน ๆ ที ก็เถอะ





เพลงนี้ก็แต่งมาจากเรื่องที่พล่ามไปด้านบนนั้นแหละครับ แต่ก็ดัดแปลงนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อความน่ารัก(เหรอ) กับ ความคล้องจอง


เพลงนี้ใช้วิธีแต่งทำนองด้วยโปรแกรม Sibellius6 ซึ่งเป็นโปรแกรมเขียน Score เพลงในรูปแบบโน๊ตดนตรีสากล (ตอนหน้าจะเอามาแจก) แล้วใช้ iPhone ในการอัดวีดีโอทั้งหมด รวมทั้งเสียงคนร้อง
จากนั้้นใช้โปรแกรม vegas pro ในการ mix เสียงและภาพเข้าด้วยกัน(ถ้ามีโอกาสจะแจกครับ)

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดอกฟ้ากับหมาวัด

     จากหัวข้อในวันนี้เรื่อง ทุกคนก็น่าจะรู้แล้วว่า

เพลงต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร 

"ดอกฟ้ากับหมาวัด"

หลายคนเคยได้ยินคำนี้ 

มันเอาไว้เปรียบเปรยผู้ชายกับผู้หญิงที่มีทุกอย่างดีกว่าชายคนนั้น

ทั้งรูปร่าง หน้าตา ชื่อเสียง ชาติตระกูล ความมั่งคั่ง 

คนไทยเรานี้เก่งนะครับ

สร้างคำพังเพย

"โดน"




     เพลงนี้แต่งขึ้นเล่น ๆ สนุก ๆ ตามรู้สึกที่ครั้งหนึ่งผมมีนั้นแหละครับ สังคมมหาวิทยาลัย ก็มีคนจากหลายที่มารวมตัวกัน ย่อมต้องมี สาว Hi-so เป็นธรรมดา ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้ชอบความ Hi-so อะไรพวกนี้หรอกครับ แค่เห็นสาว ๆ พวกนั้นแล้วเจริญหูเจริญตาดี ก็เลยคิดจะจีบแต่ในฝันนั้นแหละครับ ก็สารรูปผมมัน.....555 ก็เหมือนหมาวัดนั้นแหละครับ ถ้าจะเปรียบพวกเธอเป็นดอกฟ้า 555 แต่หมาบางตัวก้มีความสามารถเด็ดดอกฟ้ามาเชยชมได้นะ น่าชื่นชมในความสามารถ ส่วนตัวผมขอตัวไปคุ้ยขยะหากระป๋องต่อไปดีกว่า

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยเรื่องของ Flamenco

     เนื่องจากผมเป็นคนที่ชื่นชอบเพลงจังหวะลาติน ก็เลยพลอยหลงไหลศิลปะแบบของชาวสเปนไปด้วย หนึ่งในศิลปะขึ้นชื่อของชาวสเปนก็คือ Flamenco Dance ซึ่งก็ทำให้เกิดการดีดกีต้าร์แบบ Flamenco ซึ่งเป็นวิธีการดีดกีต้าร์ที่ผมชอบมาก วันนี้เลยขอพูดถึงเรื่อง Flamenco แล้วกันครับ

ภาพการเต้นฟลาเมนโก้

     หลายคนคงสงสัยว่า เอ๊ะ!!! Flamenco คืออะไร เกี่ยวอะไรกับนกฟลามิงโก้หรือเปล่า(ขำ) วันนี้ผมก็จะขอนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
   
นกฟลามิงโก้

     Flamenco เป็นภาษาสเปน หมายถึง ดนตรีประเภทหนึ่ง รู้จักกันดีในความเร็ว และซับซ้อน และระบำประเภทหนึ่ง ซึ่งเต้นโดยใช้เท้าให้เกิดเสียง แต่ต้นกำเนิดนั้นไม่ปรากฏชัดแจ้งนักว่าอยู่ในสมัยไหน ส่วนคำเรียกระบำชนิดนี้ว่าFlamenco นั้น ตั้งชื่อตามนก Flamingo (เห็นไหม!!! มันเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้จริง ๆ ด้วย) ระบำ Flamenco เป็นระบำที่รวบรวมเอาดนตรีที่ซับซ้อนและประเพณีวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

     ถ้าพิจารณาวัฒนธรรมของสเปนโดยทั่วไปแล้ว ระบำ Flamenco ก็จะมีต้นกำเนิดมาจากภาคที่หนึ่ง คือ Andalucia  (สเปนตอนใต้ เมืองใหญ่ๆคือซาบิญ่า กรานาด้า คอร์โดบา)
    อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะ Extremadura และ Murcia ก็นำมาซึ่งการพัฒนาระบำ Flamenco ประกอบเพลง และนักเต้น Flamenco ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากล้วนถือกำเนิดมาจากดินแดนของรัฐอื่นๆ


    เป็นที่รู้กันดีว่า Flamenco นั้น ถือกำเนิดจากวัฒนธรรมอาระบิก อันดาลูเชียน เซฟาร์ดิก และยิปซี ซึ่งพบมากในAndalucia ก่อนและหลังยุคReconquest  (ยุคที่คริสเตียนรบเพื่อชิงดินแดนกลับคืนจากมุสลิม ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๘-๑๕ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๒๐)


    อิทธิพลของชาวละตินอเมริกาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวคิวบา ล้วนมีส่วนสำคัญต่อรูปแบบของระบำ Flamenco ประกอบเพลง ระบำ Flamenco นั้นจะต้องเล่นควบคู่ไปกับกีตาร์ Flamenco ด้วย 
ครั้งหนึ่ง ต้นกำเนิดของ Flamenco เกิดขึ้นที่ Andalucia ในรูปแบบของวัฒนธรมกลุ่มย่อย ศูนย์กลางอยู่ที่เมือง เซวีล คาดีส และบางส่วนของมะละกา รู้จักกันในนาม Baja Andalucía หรือ Lower Andalusia ภายหลังกระจายไปยังส่วนที่เหลือของ Andaluciaไปรวมกันและเปลี่ยนแปลงไปเป็นการแสดงท้องถิ่น เมื่อความนิยมระบำ Flamencoเพิ่มขึ้น วัฒนธรรมทางดนตรีท้องถิ่นของสเปนชนิดอื่นๆ (เช่น Castilian traditional music) ล้วนมีอิทธิพล และได้รับอิทธิพลจากระบำ Flamenco ด้วย
ท่าทางในการนั่งดีดกีต้าร์ฟลาเมนโก้ แบบปัจจุบัน จะนั่งไขว่ห้าง(แบบดั้งเดิมจะมีท่าคล้ายการดีดกีต้าร์คลาสิก )
ท่าทางในการยืนดีด (เมื่อยน่าดู)

     ระบำ flamenco ไม่มีท่าเต้นที่ตายตัว นักเต้นรำจะดัดแปลงลีลาจากท่าเต้นพื้นฐาน โดยยึดตามจังหวะกีตาร์และอารมณ์ของตัวนักเต้นเอ การร้องเพลงก็เป็นส่วนสำคัญของศิลปะ flamenco และส่วนต่างๆของแคว้น Andalucia จะมี cante (เพลง) หลายสไตล์
(ขอบคุณข้อมูลจากเว๊ป Dek-d)

     ตัวผมเองชอบการดีดกีต้าร์แบบนี้มาก แต่ว่าผมไม่เคยได้เรียนกีต้าร์ที่ไหนเลย จึงไม่มีผู้แนะนำวิธีการดีดที่ถูกต้องให้ แต่ว่า เด็กไทยสมัยนี้โชคดีครับ ที่เรามีอาจารย์ กู (google) และ อาจารย์ ยู (youtube)
ผมจึงได้ลองศึกษาวิธีดีดกีต้าร์แบบ Flamenco และก็พบว่า มันต้องอาศัย skill อย่างมาก ในการดีดให้เพราะ ซึ่งจนบัดนี้ผมก็ยังทำไม่ได้ ผมจึงลองเปลี่ยนมาใช้ อูคูเลเล่ เล่นดู ซึ่งมีเทคนิคที่ง่ายกว่ามากในการดีด (เนื่องจากคอของอูคูเลเล่มันเล็กกว่าจึงดีดได้เร็วกว่า) ลองชมในคลิปวีดีโอสอนดูละกันนะครับ
ผมฟังเสียงอีตานี่พูดประโยคซ้ำ ๆ กันจนครบทั้ง 20 กว่าตอนครับ(เขาจะแนะนำตัวตอน intro แต่ละตอน) ฝันถึงเขาเลยครับ พับผ่าสิ..... ขอบคุณนะครับ แต่.... ผมก็ยังเล่นไม่ดีอยู่ดี

เอาแบบง่าย ๆ กันดีกว่า กับเครื่องดนตรีที่มาแรงเป็น คริสปี้ครีม ของวงการดนตรีไทย "อูคูเลเล่" นั้นเอง


......ผมหาคลิปอันที่เป็นตัวสอนผมไม่เจอแล้วครับ สงสัยเขาลบไปแล้ว แต่ว่าทุกท่านก็ลองหาดูได้นะครับ มันมีหลายสไตล์ในการดีด ว่าแล้วก็ขอนำเสนอเพลงที่ผมแต่งขึ้น หลังจากได้เรียนการดีดฟลาเมนโก้บนอูคูเลเล่ ของผมเลยแล้วกันคร้าบ
     เพลงนี้ผมได้แรงบันดาลใจมากจากเพลง ๆ หนึ่งของนักร้องชื่อ Helmut Lotti เขาเป็นนักร้องในดวงใจผมเลยครับ 5555 คนอะไรร้องเพลงก็เพราะ แถมร้องได้หลายภาษาอีกต่างหาก เพลงสไตล์นี้จะมีความรู้สึกที่ค่อนข้าง Passionate แบบว่าไม่อยากแปลอ่ะครับ อธิบายไม่ค่อยถูก ซึ่งผมก็พยายามใส่ความรู้สึกแบบนี้ลงไปในเพลง(แต่ว่ามันขัดกับบุคคลิกผมซึ่งเป็นคนชิว ๆ )
     เอาละครับ พล่ามกันมามากแล้ว ลองฟังดูกันเลยแล้วกัน กับเพลง I will fight my way to you


วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เที่ยวเมืองจีน เก็บเรื่องมาเล่า

     พอดีช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเมืองจีนครับ ไปเที่ยวที่ อุทยาน จิ่ว ไจ้ โกว (สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง HERO หนังในตำนานที่ถ้าใครเรียนเกี่ยวกับภาพยนต์ก็น่าจะรู้จัก) นับว่าเป็นการไปเมืองจีนครั้งแรกในชีวิตของผม หลังจากการบ่ายเบี่ยงมาตลอดนับ 10 ปี (แม่บอกว่าเคยชวนมาตั้งนานมาก แต่ไม่มีใครยอมไป) เพราะอะไรน่ะหรือครับ ผมก็ว่าเป็นเหตุผลเดียวกับที่หลาย ๆ ท่านคิดนั้นแหละ ครับ ไปฟังกันเลย
บิน ๆ ๆ ไปกับการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า


     เหตุผลแรกคือ "ห้องน้ำ" มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมามากมายว่า ห้องน้ำเมืองจีนนั้น "สุดจะบรรยาย" พี่โน้ตอุดมเค้าก็เคยเล่าไว้ ผมจะบอกให้เลยครับ ว่าตอนนี้ ห้องน้ำส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นแบบที่พี่โน้ตเล่าอยู่  (หาดูได้ในเดี่ยว 8 จะอุดหนุนแผ่นพี่เค้า หรือ ดูยูทูปฟรีก็เป็นเรื่องของท่าน 555) ถึงแม้ว่าหลายต่อหลายคนจะบอกว่ามันพัฒนาแล้ว ก็เถอะครับ ที่พัฒนาหน่ะ มันเฉพาะบริเวณที่รับนักท่องเที่ยวครับ ของชาวบ้านทั่ว ๆ ไป มันก็ยังร้ายกาจเหมือนเดิม ลูกทัวร์เราจะทรมานกันมากเมื่อต้องเข้าห้องน้ำปั้ม ไกด์ท้องที่ก็ต้องเข้าไปดูลาดเลาให้ก่อน แล้วก็จะออกมาบอกเราประมาณว่า ห้องที่สองเข้้าได้ แต่อย่าเผลอมองเข้าไปในห้องแรกเลยนะ อุดจมูกให้ดีด้วย (ขออภัยหาบางท่านกำลังทานข้าว) ถ้าเผลอมองเข้าไปในห้องแรกนะครับ จะเห็นอะไรทุกท่านก็น่าจะรู้อยู่ มันทำให้บางคนถึงกับกินข้าวไม่ลงทีเดียว แต่ว่าถ้าเป็นห้องน้ำในโรงแรม ก็ถือว่าดีตามมาตรฐานสากลแล้วครับ (ตรงนี้เลยทำให้ผมพออยู่รอดไปได้)


     อีกเรื่องหนึ่งที่หลาย ๆ ท่านไม่ชอบในเมืองจีนก็คือ "อาหาร" ครับ ผมนี่ไม่ชอบข้อนี้มาก ๆ มากกว่าห้องน้ำที่สุดTEEN เสียอีกครับ คือ อาหารแบบว่า ทุกอย่างจะยืนพื้นด้วยส่วนประกอบหนึ่ง คือ "น้ำมัน" ครับ อาหารทุกอย่างที่เสริฟบนโต๊ะครับ มันเยิ้ม แม้กระทั่ง น้ำแกง!!! สิ่งนี้แสลงใจคนกลัวอ้วนอย่างผมที่สุดเลยหล่ะครับ อีกอย่างก็คือ อาหารที่นี่ ถ้าเป็นอาหารที่จืด อย่างแกงจืด ก็จะจืดอย่างกับกินน้ำเปล่ามัน ๆ เลยครับ ถ้าเป็นอาหารที่มีรสเค็ม ก็จะเค็มจัด ขนาดพริกดองนะครับ ผมจะกินแก้เลี่ยน ก็แทบสำลัก พริกมันดองน้ำส้ม หรือ ดองน้ำปลากันแน่ฟะเนี่ย (- -")


     พูดถึงสิ่งที่ไม่ประทับใจมาแล้ว คราวนี้จะขอพูดถึงสิ่งที่ประทับใจบ้าง ก่อนอื่นเลย ก็คือไกด์ท้องที่ครับ ปกติเวลาที่เราไปเมืองจีนแล้ว จะต้องมีไกด์ท้องที่ ซึ่งทางรัฐบาลจะจัดไว้ให้ดูแลคณะทัวร์เรา ปกติการไปเที่ยวจีนแบบทัวร์ จะถูกกำหนดให้แวะร้านของฝาก พวก หยก บัวหิมะ อะไรเงี้ยครับ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็บอกได้เลยครับว่า ไม่อยากซื้อแต่อย่างได้ แต่ว่าก็ต้องแวะถึง 5 ที่ครับ ผมเคยถามว่า ถ้าไม่แวะจะเกิดอะไรขึ้น ไกด์ก็บอกว่า ไม่แวะไม่ได้ครับ คนขับรถจะไม่ยอมขับต่อหากไม่แวะร้านช็อป แล้วการแวะช็อป ก็ต่อมีเวลานะครับ ถ้าแวะไม่ถึงหนิ่งชั่วโมง คนขับไม่เปิดประตูให้ขึ้นรถ อะไรประมาณนี้เลยครับ แต่ว่าครั้งนี้ คณะทัวร์ของผม จ่ายเงินรัฐบาลเพิ่มไปแล้วเป็นเงินค่่า "ไม่แวะช็อปปิ้ง" ครับพวกเราก็เลยไม่เจอปัญหาข้อนี้
"บัวหิมะ" สิ่งที่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร


     เข้าเรื่องไกด์ท้องที่ต่อ ไกด์ท้องที่คนนี้เป็นผู้ชาย เรียนปริญญาตรี วิชา ภาษาไทย เลยครับ เขาเล่าให้ฟังว่า ที่นี้ การเรียนภาษาไทย เป็นทีนิยมมากกว่าภาษาอังกฤษอีกนะครับ เพราะว่าภาษาไทย เรียนมาแล้ว หางานง่ายกว่ามาก ภาษาอังกฤษคนเรียนได้มีเยอะ แข่งขันสูง และนักท่องเที่ยวที่พูดภาษาอังกฤษ จะมีน้อยครับ ไกด์คนนี้ แตกฉานภาษาไทยระดับหนึ่งเลยทีเดียวครับ อายุแค่ 27 ปี กลับรู้สำนวน รู้คำไทยที่ไม่น่ามีการสอนในโรงเรียน (คำประเภทไหนทุกท่านคงรู้ดี) เค้าบอกว่าลูกทัวร์นี่แหละครับ เป็นคนสอน!!! ไกด์คนนี้ดูแลคณะทัวร์เราดีมากครับ เล่าเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็สนุกดี ฟังแล้วไม่เบื่อ และที่สำคัญที่สุด เขา "เข้าข้างพวกเราคนไทย" ครับ เวลามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการเดินทาง เขาจะเข้าข้างพวกเราเสมอ ไม่งี่เง่าเหมือนไกด์บางประเทศที่บางครั้งรวมหัวกันเอาเปรียบพวกเราเสียด้วยซ้ำ
     เขาบอกว่า เขาชอบประเทศไทย เวลาที่มีกลุ่มทัวร์จีนออกมาท่องเที่ยว เขาก็ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทัวร์จีนเช่นกัน เขาเล่าว่าคนจีนชอบเที่ยวประเทศไทยมากครับ ที่ ๆ คนจีนชอบไปก็คือ พัทยา ภูเก็ต กทม.ครับ (เหมือนฝรั่งเลยเนอะ มาถึงก็มาดูของแบบเดียวกับฝรั่งแหละครับ)


     พูดถึงการท่องเที่ยวบ้าง การเดินทางครั้งนี้คณะทัวร์ผม มาเที่ยว อุทยาน จิ่ว ไจ้ โกว มาดูใบไม้เปลี่ยนสี (ตอนช่วง กลาง ๆ ตุลาคมจะสวยที่สุดซึ่งผมก็ไปตอนนั้นพอดี) ดูทะเลสาบหลากสี และการเดินทางครั้งนี้ใช้ รถทัวร์ ทั้งหมด (ยกเว้นตอนมาจากไทย นั้งเครื่องบินมานะครับ) จึงใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการนั่งรถนานมาก เพราะตัวอุทยานอยู่ไกลครับต้องขึ้นเขาไปสูงมาก ของดีก็งี้แหละครับอยากจะดูต้องอดทน แต่อันที่จริงก็มีเครื่องบินไปถึงอุทยานเลยเหมือนกันนะครับ แต่กรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่จะไม่ชอบ เนื่องจาก ไฟลท์ดีเลย์ง่าย และบ่อย และทีนะนานมากครับ เพราะถ้าภูมิอากาศไม่ดีเขาจะไม่บิน บางทีบินไปแล้วบินกลับก็มี บนนั้นหมอกเยอะครับ แล้วที่จอดก็แคบ จึงต้องชัวร์เท่านั้นถึงจะลง บางทีดีเลย์กัน 6 ชม.บางทีดีเลย์เป็นวัน นั่งรถถึงแม้จะกินเวลามาก แต่ก็ถึงแน่นอนกว่า กำหนดเวลาได้ครับ การนั่งรถก็มีดีอยากหนึ่งครับ คือการได้เห็นทิวทัศน์ข้างทาง ซึ่งต้องบอกเลยว่า สวยมาก ๆ
ใบไม้เปลี่ยนสี และทะเลสาบ ความงามสองข้างทางที่ ฝรั่งคงเห็นบ่อย(ใบไม้เปลี่ยนสี) เลยไม่ค่อยมาเที่ยวกัน
     บริเวณอุทยานจิ่วไจ้โกว นั้น เดิมทีเป็นที่อยู่ของชาวพื้นเมืองทิเบต แต่เมื่อรัฐบาลมาทำอุทยาน ก็สร้างที่อยู่ใหม่ให้ และอพยพคนบริเวณนั้นออกมา เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติไว้ (แอบอยากให้รัฐบาลไทยเด็ดขาดแบบนี้บ้าง สร้างที่ให้ใหม่ แล้วเวรคืนที่เก่าไปเลยแต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐบาลไทยเราไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินเหมือนรัฐบาลจีน) ของแปลกบริเวณนั้น ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์จากจามรี ซึ่งเป็นวัวชนิดหนึ่ง ทั้งหวีจากเขาจามรี เนื้อจามรี ซึ่งจะหาไม่ได้ที่บริเวณอื่น (นมมันเขาไม่กินนะครับ เขากินนมแพะกันแทน)
ตัวจามรี


     เมื่อเราได้เข้าไปในบริเวณอุทยาน ก็จะมีรถนำเที่ยวครับ เป็นรถที่ใช้ไฟฟ้า (เหมือนรถป็อพของจุฬา แต่ว่าดูแข็งแรงกว่าเยอะครับ ไต่เขาได้ เวลาวิ่งไม่กระตุกจนต้องคว้าเพื่อนแทนเสาเหมือนรถป็อพ) มีให้เลือกสองทาง คือ เหมารถ กับ รอรถตามป้าย ซึ่งการรอรถตามบ้ายลำบากครับ เพราะคนเยอะ รอนาน แลมีทางเลือกพิเศษ คือเดินเอาครับ แต่ว่าแต่ละทะเลสาบนั้นห่างกันเป็น กิโล เดินก็ได้ครับ แต่คงเหนื่อยหน่อยนะ วันนั้นผมได้เที่ยวไป สิบกว่าที่ ก็จะลองยกตัวอย่างที่สวย ๆ ที่ผมจำได้มาให้ดูแล้วกันครับ
อันนี้ ทะเลสาบห้าสีครับ ใครเห็นสีอะไรบ้างเอ่ย
อันนี้ ทะเลสาบ ดอกไม้ 5 สี เนื่องมาจาก เห็นต้นไม้น้ำหลายสีใต้ครับ (น้ำใสมาก)
อันนี้ ทะเลสาบดอกไม้ห้าสี สวยดี อยากให้ดู
ทะเลสาบ ไม้ไผ่ ที่ถ่ายทำภาพยนตร์ HERO 




กว่าที่คณะทัวร์จะเดินทางจาก เฉินตู (ที่เครื่องบินลง) ขึ้นไปถึงตัวอุทยาน ก็ร่วมหกชั่วโมงครับ แต่ว่าก็สวยคุ้มค่าเมื่อยก้นนะครับ 555


     วันต่อมา พวกเราไปกันที่ อุทยาน หวงหลง ซึ่งต้องขึ้นเขาไปอีก ร่วม 4 ชั่วโมงครับ การเดินไปชมนั้นค่อนข้างลำบากทีเดียว เนื่องจากตัวอุทยานอยู่สูงกว่าระดับพื้นดินร่วม 3000 เมตร ทำให้เหนื่อยง่ายและเร็วมาก จนต้องมีอุปกรณ์เสริมคือ กระป๋องออกซิเจนครับ(รูปร่างเป็นอย่างไรดูได้ในวีดีโอ) บันไดทางขึ้นก็ดันเยอะเสียอีก เอาง่าย ๆ ว่ามีแต่บันไดเลยครับ (ผมเกลียดบันได) 
     ส่วนเรื่องทิวทัศน์ น้ำก็ยังใสเหมือนเดิม แต่ว่ามีลักษณะต่างไป คือเราจะเห็นแอ่งน้ำเป็นขั้นบันไดครับ (ใครเคยเล่นเกมส์ Chrono cross ก็จะเหมือนฉากใน Water dragon Isle ครับ)
อุทยาน หวงหลง


     เสร็จสรรพ ก็นับว่าคุ้มนะครับที่ได้มาดู แม้จะต้องแลกกับห้องน้ำสุด TEEN หรืออาหารกาก ๆ และเบียร์ที่รสชาติเหมือนน้ำเปล่า ว่ากันว่า ใครที่มาที่นี้แล้ว จะไม่ขึ้นมาอีกเลย 5555 (ยกเว้นไกด์นะครับ ไกด์ไทยที่ผมไปด้วยเค้าบอกว่าขอขึ้นปีละสองครั้งพอ) ดูครั้งเดียว คุ้มแล้ว พอเลยดีกว่าครับ
     ผมมีวีดีโอที่ถ่ายมาจากเมืองจีนแบบเต็ม ๆ ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะนำมาให้ชมกัน



     
     เกือบลืมไปว่านี่เป็น Blog เกี่ยวกับดนตรี ผมไปจีนคราวนี้ ได้ ขลุ่ยจีนกลับมาเป็น Collection ครับ (ผมชอบสะสมขลุ่ย ไม่ว่าจะเป็น ขลุ่ยเนปาล ขลุ่ยพม่า ขลุ่ย Irish ขลุ่ยไทย ซึ่งอาจนำมาให้ชมในบทความต่อ ๆ ไป) ก็เลยขอนำมาแสดงผลงานสักหน่อยครับ
     ใครว่าเครื่องดนตรีประจำชาติจะนำมาเล่นดนตรีสากลไม่ได้ ถึงแม้ว่าระดับ scale จะแปลก ๆ ไปจากสากลบ้าง แต่ถ้าเรารู้จักประยุกต์ ก็จะสามารถนำมาเล่นกับดนตรีสากลได้สบายเลยครับ อย่างเช่นในรายการคุณพระช่วย หรือจากวงดนตรี ผู้หญิง 12 คน ของจีนที่ใช้เครื่องดนตรีจีนเล่นเพลงกับดนตรีสากล สร้างเพลงได้อย่างกลมกลืน
     เชิญชมเลยครับกับ เพลงขลุ่ยจีน คู่กับกีต้าร์ "ตายกี่ชาติก็ขาดเธอไม่ได้" (แต่ส่วนใหญ่มักรู้จักกันว่าเพลง ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ)

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เพลงนี้สำหรับน้อง ๆ แอดมิชชั้นปีนี้ ที่เจอวิกฤตน้ำท่วมเล่นงาน

     สวัสดีคร๊าบ วันนี้ผมก็มีเพลงนึงมานำเสนอ แรงบันดาลใจก็มาจาก ตอนนี้ครับ ผมมีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่ง ปีนี้ครับ เธอจะต้อง สอบ Admission (ต่อไปผมจะเรียกว่าสอบเอนท์นะครับ ติดปากมาแต่เด็ก)  ก็คือว่าเธออยากเรียนต่อในคณะทันตแพทย์เหมือนผม ซึ่งเธอก็พยายามเรียนอย่างตั้งใจเรื่อยมาครับ แต่เผอิญครับ
     ปีนี้ครับเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม การสอบ GAT PAT ก็ต้องเลื่อนออกไปหมด รวมไปถึงการสอบวิชาเฉพาะของ กสพท.(กลุ่มสถาบันการแพทย์แผนไทย มั่ง 5555)ก็ต้องเลื่อนออกไปด้วย
   
   
     พูดถึงวิชาความถนัดทางการแพทย์ของกสพท.แล้ว ก็ขอเล่าเสียหน่อยแล้วกัน คือสมัยผม ข้อสอบจะมี สามชุด มีความคิดเชื่อมโยง ทักษะความถนัด(รวมไอคิวและคณิตศาสตร์) และจริยธรรม
 
      ไอ้ส่วนเชื่อมโยงเนี่ย กสพท. เป็นคนนำเทรนเข้ามาครับ ผมจำได้ เพราะผมเป็นรุ่นแรกที่ได้สอบ GAT PAT แล้วผมบังเอิญไปทำข้อสอบเก่าของ กสพท. ก็เจอตัวอย่างเลยครับ "นักเรียนดี" วิธีบรรยายตัวอย่างและวิธีทำข้อสอบ มันช่างเหมือนแป๊ะ เหมือนกับการสอบ GAT ครั้งแรกในชีวิตผม และครั้งแรกของนักเรียนไทย (แอบภูมิใจเล็ก ๆ )
      จะว่าไปแล้วในการสอบ GAT ครั้งแรกนั้น หากใครทำส่วนเชื่อมโยงได้ ก็จะได้เต็มไปเลยครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็จะได้แค่ ประมาณสิบกว่า ๆ คะแนนจาก ร้อยห้าสิบคะแนน สาเหตูครับ เพราะ "อ่านวิธีทำไม่เข้าใจ" (ผมก็เชื่อว่าเด็กส่วนหนึ่งไม่ได้อ่านข้อสอบด้วยซ้ำ กำลังจะตั้งท่าดิ่งข้อ ค. แต่มาเจอ choice 99H เข้า ก็ฝนมั่วแม่มเลยทีนี้) ซึ่งผมก็บอกตรง ๆ ว่าอ่านแล้วงง ฉิ-หาย ต้องดูตัวอย่าง วิเคราะห์ พลิกไปพลิกมาระหว่างคำอธิบายกับตัวอย่างอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง จึงได้เริ่มทำ
     จนกระทั่งหลัง ๆ ก็มีคนรู้แกว ออกมาเปิดคอร์สสอน "วิธีทำข้อสอบความคิดเชื่อมโยง" กันเป็นขโยงจน อ.อุทุมพร เริ่มหักหลัง ข้อสอบ เชื่อมโยง ไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก ครั้งแรกคนเต็มเยอะมาก แต่ครั้งที่สอง กับสาม แทบไม่เห็นคนได้เต็ม  (ครั้งแรกผมได้ เต็ม ครั้งที่สองกับสามได้ 147) ไม่รู้แกไปวางยาไว้ตรงไหน 5555
     พอมาทีนี้ครับ ถึงคราว กสพท. ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาคงไม่ได้คุยกับ สทศ. มั่ง จึงออกข้อสอบมาระดับคล้ายปีที่แล้ว   ผมมาถึงก็เปิดส่วนเชื่อมโยงก่อนเลยครับ เจออีกแล้ว "นักเรียนดี" เปลี่ยนตัวอย่างมั่งก็ได้นะครับ ผมเจอมา 3 ครั้งแล้ว แต่ว่างวดนี้ กสพท.ยังเหมือนตามเด็กไม่ทัน ไม่รู้ว่าเด็กไปกวดกันมาหมดแล้ว คะแนนออกมาจึงเต็มกันเป็นทิวแถว ไม่รู้เดี๋ยวนี้กสพท.วิวัฒนาการข้อสอบไปรึยัง ผมว่าแบบนี้มันเริ่ม "น่าเบื่อ" แล้วนะ
"นักเรียนดี" ตัวอย่างข้อสอบที่ไม่เคยเบื่อ....(จาก Dek-d.com)

ผมเบื่อกระดาษข้อสอบแบบนี้แล้วครับ 5555 


     ส่วนที่สอง ชื่ออะไรจำไม่ได้(นานแล้วครับ) แต่เป็นข้อสอบเกี่ยวกับความถนัด และสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด นั้นคือ "เลข" ต้องคิดให้ไวมาก ในเวลาที่น้อย พาร์ทนี้ครับ เป็นพาร์ทที่ผมง่อยมาก ได้คะแนน ไม่ถึงครึ่ง


     ส่วนที่สาม นั่นก็คือส่วน จริยธรรม ก็มีหลายสถาบันกวดวิชามาติวกันเหมือนกันนะครับ ส่วนใหญ่จะเอาจุดขายที่ให้พี่หมอมาสอน คนก็จะเชื่อ(รวมทั้งผม) ซึ่งพี่เค้าจะสอนแนวคิดที่คนเป็นหมอ "ควร"จะมี ผมอ่านโจทย์บางข้อ ก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาแตกต่างกันออกไป ซึ่งใครจะเลือกวิธีการไหน มันก็ขึ้นอยู่กับ ภูมิหลัง และ ลักษณะนิสัยส่วนตัวของคนนั้น (สงสัยคนออกข้อสอบอยากจะกรองให้คนที่มาเรียนหมอมีนิสัยเหมือน ๆ กัน) แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียวหรอกครับ เพราะก็มีพี่หมอมาสอนแล้วว่า คุณควรจะคิดอย่างไรในสถานการณ์ไหน สิ่งที่คุณตอบลงในข้อสอบ มันก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณอยู่ดีแต่เป็นสิ่งที่คุณโดน"บอก"มา (แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคงวัดคนได้ระดับหนึ่งนั้นแหละครับ เขาจึงยังเลือกใช้ข้อสอบนี้อยู่)
ส่วนนี้ปรากฏว่าผมทำได้ดีครับ ได้ 70/100 ก็ไม่รู้ว่าเพราะลักษณะการคิดอย่างผมเหมาะกับการเป็นหมอ หรือเพราะผมถูกสอนมาดีให้เลือกข้อที่คะแนนเยอะที่สุด
     และก็มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องนึง เท่าที่ผมสังเกตุ คนที่ได้ส่วนความถนัดไอคิวเยอะ จะได้จริยธรรมน้อย ส่วนคนที่ได้ไอคิวน้อย กลับจะได้จริยธรรมเยอะ(เช่นผม) ผมสังเกตมาหลายคนแล้วครับ ^^




     พล่ามเรื่องกสพท.ไปซะเยอะ (ก็ผมเคยสอบแต่อันนี้อ่ะ อย่างอื่นไม่มีความรู้จะพูด) ก็กลับมาเข้าเรื่องครับ ปีนี้เนื่องจากมีน้ำท่วม การสอบต่าง ๆ จึงเลื่อนกันกระจาย หลายคนก็คิดว่ามันก็ดีนะจะได้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้นไง แต่ผมจะบอกว่า ในความเห็นของผม มัน "ผิดถนัด" ครับ แน่ใจหรือว่าจะอ่านหนังสือได้เยอะขึ้น ไม่เครียดมากขึ้น นานขึ้นเหรอ การอ่านหนังสือสำหรับผมมันจะมีจุดอิ่มตัว เป็นจุด peak ที่่อ่านได้มากที่สุด จำได้มากที่สุด หลังจากนั้นมันจะอึน ๆ ซา ๆ (เชื่อว่าหลายคนก็เป็น) ถ้าหากเรารู้วันสอบที่แน่นอน เราก็สามารถเตรียมตัวเราให้ฟิต ให้ก่อนสอบ ความรู้เรามัน peak สอบก็สบาย แต่ถ้าเกิดเราต้องรอต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้สอบเมื่อไหร่ อ่านซ้ำเข้า ซ้ำเข้า มันก็จะล้าและเบื่อครับ และที่สำคัญที่สุด เราจะสับรางไม่ทันตอนช่วงประกาศผล เนื่องจากทุกการสอบเลื่อนมากระจุกกันหมด จะสอบตัวไหนก็ต้องเลือกดีดี ต้องพลาดบางที่ไป แล้วพอประกาศออกมา เกิดไม่ได้ที่ที่พอใจ จะหาที่ไหมสอบ ก็ไม่ทัน เพราะจะเปิดเทอมแล้ว (ของผมนี้ ปิดเทอม สงกรานต์เลยนะครับ ไม่รู้น้อง ๆ ที่เรียนม.ปลายจะได้ปิดเทอมมาเตรียมตัวกันเมื่อไหร่)


     ก็นะครับ น่าเห็นใจน้อง ๆ แอดมิชชั่นปีนี้ ที่ต้องแบกรับความเครียด ความมีภาระในใจ(ไปเที่ยวก็ไม่สนุก) นานกว่าเด็กปีอื่น ๆ และก็ขอให้สู้เข้าไว้นะครับ เผื่ออนาคตอันงดงาม เพื่อคนที่รอให้เรามาสร้างประโยชน์ให้
     สุดท้ายนี้ ขอมอบเพลง "ตามฝัน" นี้ ให้น้อง ๆ ทุกคนนะคร๊าบ


วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เพลงเพื่อสิ่งแวดล้อม เพลงแรกที่ได้รางวัล ทำให้ผมมีกำลังใจแต่งเพลงมาเรื่อย ๆ

     พอผมเริ่มเข้าเรียนในปีหนึ่ง ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ ปีหนึ่่งยังเป็นปีที่ชีวิตสนุกสนานครับ ได้เที่ยวเล่นแทบจะทั่วรั่วจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากมีวิชาเรียนจากหลากหลายคณะให้เลือกเรียนครับ (เรียกว่าวิชา GEN ED) และเป็นปีเดียวที่ผมจะได้มีโอกาสเลือกเรียนวิชาเหล่านี้ (เป็นข้อบังคับของ กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ เนื่องจากปีสองขึ้นไปมีวิชาเรียนเยอะมากจนเต็มหน่วยกิต จึงต้องเรียนวิชาเลือกเสรีให้ครบหน่วยกิตตั้งแต่ปีหนึ่ง) ก็ดีครับ ผมได้เที่ยวไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ไปลองของดีประจำคณะต่าง ๆ เช่น ไอติมบัญชี ก๋วยเตี๋ยวอดทนของรัฐศาสตร์ ฯลฯ
นี่ครับ ไอติมบัญชี
     มีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟังครับ เนื่องจากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ไกลออกมาจาก พื้นที่ส่วนใหญ่ของม. เพราะอยู่ในสยามสแควร์{เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกเรียนที่นี่ เพราะว่ามันเดินทางสะดวกครับ ไม่ได้ตั้งใจมาเดินเล่น shopping ดูหนัง แต่อย่างใด(หรอออ)} คนส่วนใหญ่ในคณะเราทั้งนิสิตและอาจารย์ จึงเรียกบริเวณจุฬาว่า "จุฬาใหญ่" (แอบได้ยินพวกในจุฬาใหญ่เรียกพวกเราว่าพวกชนบท บ้านนอกเหมือนกัน 555) ทีนี้ครับ มีอยู่วันนึง อาจารย์จากคณะเรา จะเข้าไปทำธุระที่จุฬาใหญ่ ก็เรียกแท๊กซี่ แล้วบอกคนขับว่า "น้อง ๆ ไปจุฬาใหญ่" คนขับแท๊กซี่ ตอบมาทันใด ว่า "มีจุฬาเล็กด้วยหรอครับ..."
     เข้าเรื่องกันดีกว่า... ก็พอดีว่ามีอยู่วันหนึ่งครับ (ไม่ใช่วันก่อนนะครับ) ผมไปกินปังเย็นที่คณะสหเวชครับ
(ปังเย็น คือ ขนมปังที่เอามาใส่กับน้ำปั่นหน่ะแหละครับ คล้าย ๆ น้ำแข็งใส แต่ว่าเป็นรสน้ำปั่น)
พูดแล้วไม่เห็นภาพ ดูของจริงเลยดีกว่า
นี่แหละครับ "ปังเย็น" (อันนี้รสโกโก้ครับ)

     พอดีตาผมก็ดันไปเห็นป้ายประกาศว่า "รับสมัครนักแต่งเพลง แต่งเพลงเข้าร่วมโครงการ Health sonata ของคณะแพทยศาสตร์" ตาผมก็ลุกวาวทันใด เพราะมีเงินรางวัลชนะเลิศถึง หนึ่งหมื่นบาท แล้วยังได้นำเพลงไปทำเอ็มวีอีกด้วย ผมก็ไม่รอช้าครับ(อยากดัง) รีบสมัครทันใด โดยที่มีหัวข้อการประกวดอยู่ 5 หัวข้อ ซึ่งผมก็ได้เลือกหัวข้อ สิ่งแวดล้อมครับ ตอนนั้นก็แต่งเล่น ๆ ครับ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเอาชนะอะไร ซึ่งผมเองก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งสนใจการแต่งเพลงมาเหมือนกัน (มันเป็นคนทำให้ผมเริ่มแต่งเพลงเลยครับ เรื่องของมันอาจจะได้กล่าวในตอนต่อ ๆ ไป) มันก็แต่งเพลงมาด้วย แล้วให้ผมใส่ทำนองให้ ซึ่งผมก็ทำ แล้วผมก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า....."เฮ้ย เพลงมันเพราะกว่าเพลงตูหว่ะ ถ้าส่งไป ตูแพ้แน่" 5555 แต่ผมก็ไม่ได้อะไรนะครับ คือทำให้มันจนเสร็จ แต่มันก็บอกว่า มันรู้สึกว่าเพลงมันไม่สมบูรณ์ ขาดไปท่อนนึง ขอไปแต่งต่อ ปรากฏว่าจนกระทั่งวันหมดเขต มันก็ไม่แต่งต่อ จึงพลาดโอกาสลุ้นรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย
 เวลาเลยผ่านไปจนถึงช่วงใกล้สอบ ผมก็มัวแต่อ่านหนังสือวิชาคณิตศาสตร์แผนใหม่(ในคอม : P)
ปรากฏว่ามีโทรศัพท์ลึกลับดังขั้น ผมก็รับ
    คนต่อสายพูดว่า "นั้นคุณ@#$%หรือเปล่าครับ คือ เพลงของคุณได้รับรางวัลนะครับ"
ผมนี้แทบจะตกเก้าอี้เลยครับ เพราะผมโดน ควีนโพธิ์ดำ เต็ม ๆ (สิบสามแต้ม T_T)
คณิตศาสตร์ "แผนใหม่" ของผม


ไม่ใช่แล้วครับ เพราะตื่นเต้นครับ ผมรีบถามไปทันทีว่า "ได้รางวัลอะไรครับ"
    เสียงตอบกลับมาว่า "รางวัลชมเชย ครับ"
ผมก็ห่อลงไปบ้าง (เพราะอยากได้ตังค์เยอะกว่านี้ ><) แต่ก็ไม่เป็นไร นัดสถานที่รับรางวัลกันแล้วก็จั่วกันต่อ ปรากฏว่า ถึงเวลารับรางวัลครับ ผมงี้อึ้งเลย เฮ้ย!!!! ทำไมมีแต่งคนแต่งรุ่น THE ทั้งนั้นเลยอ่ะ ดูอายุอานามแล้วน่าจะ 50+ ผมนึกว่ารายการนี้เปิดเฉพาะนักศึกษาครับ ผมก็เลยได้ใจขึ้นมานิดนึงว่า "เฮ้ย เรามันก็มีฝีมือเหมือนกันแหะ ได้รับรางวัลกับนักแต่งเพลงรุ่นพ่อ" ไม่ได้อยากเทียบรุ่นนะครับ แต่ว่าดีใจครับ
แต่ว่าก็ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวหรอกนะครับ ที่เป็นนักศึกษาแล้วได้รางวัล คือพี่อีกคนหนึ่งครับ เค้าคือคนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ได้ครอบครองเงิน หนึ่งหมื่นบาท (อิจฉา 5555 ผมได้กลับมากินหนม ห้าร้อย) ก็เป็นนักศึกษาเช่นกัน ก็น่านับถือฝีมือการแต่งเพลงของพี่เค้าครับ
    สรุป ท้ายที่สุดวันนั้น ผมก็กลับบ้านพร้อม ประกาศฯฟิวเจอร์บอร์ดที่เหมือนเวลาเกมโชว์แจกตังค์ หนึ่งป้าย พร้อมเงินในซองอีก ห้าร้อยบาท กับคำชมของแม่ ส่วนในใจผมคิดว่า "ถ้าไอ้ #@# เพื่อนผมได้ส่งเพลงมาด้วยนั้น รางวัลนี้ของผม ต้องตกไปอยู่กับมันแน่นอนครับท่านผู้ชม 5555"
    นี้ครับคือตัวอย่างเพลง "ที่ยังไม่เสร็จ" ของเขา ส่วนเพลงของผมนั้น โดนซื้้อลิขสิทธ์ไปแล้ว และเสียงร้องผมมันก็ทุเรศมาก 5555 ก็เลยขออนุญาติไม่นำมาให้ชมกัน (แต่หาได้ในยูทูปนะ ชื่อเพลงกอด เคยอัพไว้ แล้วเพิ่งมาอ่านกฏหมายลิขสิทธิ์อีกทีก็กลัว ๆ อยู่ แต่ช่างมันเถอะครับ)



สำหรับวีดีโอนี้ ผมใช้โปรแกรม Ulead ในการตัดต่อวีดีโอนะครับ แล้วใช้ Cool edit pro ในการ mix เสียง
แต่โดยรวมแล้ว ผมชอบ sony vegas pro ในการทำวีดีโอมากกว่า เพราะซ่อมได้ทั้งภาพและเสียง

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

     หลังจากผ่านม.ปลายมาแล้ว เราก็เข้าสู่การเรียนระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่ามหาลัยนั่นหล่ะครับ
ผมได้เรียนต่อที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
     ปีหนึ่ง ก็เป็นปีแห่งความสุขครับ(มั่ง) อะไรจะชิวขนาดนั้น ไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ ไม่มีการเชคชื่อ ไม่มีการทำรายงานแปะฟิวเจอร์บอร์ด ที่สั่ง 1 เดือน หรือ 1 อาทิตย์ หรือ 1 วันก็มีค่าเท่ากัน คือทำมันตอนเช้าก่อนรายงาน ไม่มีการกวดวิชา ไม่มีกลิ่นตึกอุ๊ติดจมูก(ปัจจุบัน อาจเปลี่ยนเป็นตึก สยามกิตต์ เป็นที่สิงสถิตใหม่ของนักเรียน) ไม่มีการด่าเวลาไม่ตั้งใจเรียน อยากทำอะไรก็เชิญ เชิญเธอได้เลยตามสบายยยยย ใคร ๆ ก็รัก ก็เอ็นดูน้อง เฟรชชี่

การเข้าแถวเคารพธงชาติ ที่ผมคงไม่ได้สัมผัสบรรยากาศนั้นอีก
(ภาพจาก fotoartspace.com)
อาคาร วรรณสรณ์ หรือ "ตึกอุ๊" ที่สิงสถิตของผมสมัยม.ปลาย



แต่พอเริ่มเรียนเข้าจริง ๆ ก็......
   ใครบอกว่าเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แล้วจะง่าย จะสบายกว่าม.ปลายครับ ผมขอบอกว่ามันไม่จริงเลย ไม่ว่าจะวิชาไหน คณะอะไรก็เถอะ(ผมมีเพื่อนอยู่หลายคณะ ทุกคนก็บ่นให้ผมฟังเหมือนกันครับ) มันก็อาจจะเป็นเพราะว่า เราคงโตขึ้น ความคาดหวังในตัวเองมันก็เลยสูงขึ้นตาม จากตอนม.ปลาย แค่คิดว่าเรียนยังไงก็ได้ ให้มันเอนท์ติดก็พอ (บางคนนะครับ)
      แต่พอมามหาลัยกลับต้องเรียนให้ได้เกรดดี เกรดจะดีมันก็ได้มาจากการแข่งขันกับเพื่อน ๆ   ด้วยระบบอิงกลุ่ม ถึงคุณจะได้คะแนนเยอะกว่าครึ่ง และเยอะในระดับที่คุณพอใจ แต่ว่าถ้าเพื่อน ๆ ของคุณ(ส่วนใหญ่) ได้คะแนนมากกว่าคุณ เกรดคุณก็ไม่สวยหรอกครับ มันก็เลยทำให้คนส่วนใหญ่เครียด และที่ผมเห็น หลายต่อหลายคน ปากบอกว่าไม่เครียด แต่กลับไปแอบร้องไห้ ทั้ง ๆ ที่คะแนน มันก็ไม่ได้แย่มากนะ....แค่ตกมีน (ก็เพื่อนมันเก่งกว่านิ) ผมยังรู้สึกว่าระบบนี้ยังทำให้เกิดความรู้สึกแข่งขันกันเรียนอยู่ลึก ๆ แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งก็ตาม
     มันก็ทำให้ผมแอบคิดเล่น ๆ ว่า "ทำไมพวกเราทุกคนไม่แกล้งทำคะแนนให้มันต่ำ ๆ หน่อยหล่ะ เอาสัก 60% ไรเงี้ย มีนจะได้ต่ำ ๆ เกรดจะได้ดีดี" จะบ้าหรอครับ!!! ถ้าทำได้อย่างงั้นจริง ก็คงเป็นยุคพระศรีอารย์ ที่ไม่มีใครเห็นแก่ตัวแล้วหล่ะครับ (แหม ถ้าเพื่อน ๆ แกล้งได้คะแนนน้อยนะ พ้มจะทำให้ได้ท๊อปวิชานั้นเลยหล่ะ 555)
     
     นอกจากการเรียนจะยากแล้ว บางครั้งคนมันก็ยากด้วยครับ ยาก...ที่จะอยู่ใกล้ ๆ โดยที่ไม่เจ็บช้ำน้ำใจ 555 ก็โดยเฉพาะพวกคน(บางคน) ที่ชอบพูดดัง ๆ ว่า อ่านหนังสือไม่ทัน อ่านไม่รู้เรื่อง ยังไม่ได้ฟังเลคเชอร์ย้อน บลา ๆ ๆ เราเห็นว่าบ่น ๆ ก็ช่วยติวให้ ปรากฏว่ารู้หมดทุกอย่าง บอกว่าเราผิดด้วยแน่555
     พอคะแนนสอบออกมามันได้เกือบท็อป (หรือท็อปซะด้วยซ้ำ) ตลอด พอได้คะแนนเหยียบมีน ก็มาบ่นดัง ๆ ว่า เฮ้อ... เครียดอ่ะ ได้คะแนนน้อย ทำไงดี แม่ด่าแน่เลย (ขอโทษนะครับ ผมตกมีนครับ!!!!!)
  
  แต่จะไปโทษวิชาเรียนมันยาก ก็ไม่ได้นักหรอกครับ คงต้องโทษตัวเองด้วย เพราะผมเห็นนะ ส่วนใหญ่เวลาเลคเชอร์เนี่ย อาจารย์จะแทบไม่ค่อยสนใจนักศึกษา ว่าจะทำอะไร ขออย่าเสียงดังจนเกินงามก็พอ แหม เดี๋ยวนี้ smart phone ก็มาแรงซะด้วย จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นหลายคน นั่งเล่น angry bird/fruit ninja/mega jump ฯลฯ ในห้อง (ผมเองก็คนนึง สมแล้วกับเกรดที่ได้รับ) บางครั้งก็โดดเรียนไปเที่ยวเล่น เพราะว่ามีคนอัดเสียงเลคเชอร์ไว้แล้ว อาจารย์ก็แจก สไลด์ power point ไปอ่านเองที่บ้านเอาก็ได้
smart phone และเกมส์มันส์ ๆ อุปสรรคตัวสำคัญในการเลคเชอร์

    ผมเห็นความแปลกประหลาดหลาย ๆ อย่างในการเรียนของผม จึงได้นำมาแต่งเป็นเพลงร้องแซวเล่น ประชดประชันนิด ๆ หน่อย ๆ จะเป็นอย่างไรไปชมได้เลยครับ



ปล.สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร(ในคลิปมันบอกว่าทุกคนรู้จัก เพราะตอนนั้นผมทำให้เพื่อน ๆ ฟังครับ><) ก็เปิดดูได้ในบทความแรกนะครับ ^^

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เพลงที่สาม เป็นเพลงจบตอนของสองตอนแรก

ก็นะครับ.... เห็นชื่อก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้เป็นตอนจบ แต่ว่าจะจบดี หรือ จบไม่ดีนี้หน่ะสิ
     ความเดิมตอนที่แล้ว ชอบ แต่ไม่กล้าจีบ พอนาน ๆ เข้า อีกฝ่ายก็เบื่อนะสิครับ แหมเป็นผม ผมก็เบื่อนะ ผู้ชายไรฟะ ป๊อดจริงเชียว มัวแต่ลังเลอยู่ได้ เค้าไม่ได้บอกผมแบบนี้หรอกนะครับ แต่ว่าผมคิดเองเออเอง พอเริ่มมีความรู้สึกแบบนี้ ผมก็เริ่มจินตนาการ อยากได้เพลงเศร้า ๆ สักเพลงนึง มีจังหวะแบบลาติน ๆ นิดหน่อย (แต่พอเพื่อนได้ฟัง มันบอกว่าเหมือนเพลงอาหรับกันทุกคนเลย T_T ไม่เป็นไรครับ อาหรับก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกหลานมาปลุก...)
เพื่อนบอกว่า ฟังแล้วเหมือน อาหรับราตรีอะไรยั่งงั้นเลย เลยเอาภาพ aladin มาสร้างบรรยากาศซะเลย
    
      ธีมของเพลงประมาณว่า "ปล่อยเวลาให้ผ่านมานานเกินไป เพราะมัวแต่ลังเล จนในที่สุดก็ต้องผิดหวัง"
     เพราะฉะนั้น ถ้าใครมีอะไรที่อยากทำ แต่ว่าไม่ได้ทำ เพราะไม่กล้า กลัวผลลัพธ์ไม่ดี ลองทำมันเถอะครับ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำอีก เวลามันผ่านไปได้แค่ครั้งเดียว โอกาสดีดี ก็อาจไม่ได้มีบ่อย ๆ
     อย่าไปกลัวล่วงหน้าครับ แล้วก็อย่าไปคิดแทนคนอื่น เค้าจะหยั่งงั้นหรึเปล่า เค้าจะหยั่งงี้กับเราไหม เพราะสิ่งที่เรามัวแต่ไปกังวล ไปคิดว่าคนอื่นเค้าคิด มันอาจจะไม่เป็นจริงเลยก็ได้ (และผมว่าเกือบ 100% มีแต่คุณที่คิดมากอยู่คนเดียว) เสียสุขภาพจิตเปล่า ๆ ครับ แหม พูดซะดีเนอะ ตัวเองก็ทำไม่ได้ 555


          พล่ามมาเยอะละ ฟังเพลงกันดีกว่า กับเพลง เสียดาย ครับ





เครื่องดนตรีที่ใช้ yamaha electone el 100 กับกีต้าร์ 
อัดด้วย BB ปลอมเครื่องละ 2500 
คุณภาพเสียงแย่ (ฝีมือคนเล่นแย่) ก็ขออภัยนะครับ หวังว่าจะชอบกัน



เพลงที่สอง เป็นเพลงที่ต่อจากเพลงแรก

 เอาหล่ะสิ ในเมื่อสารภาพรักไปแล้ว ก็ต้องดำเนินการต่อไป..... ต่อไปคืออะไรดีอ่ะ
อ่อ ๆ ๆ บุกทำคะแนนสินะว่าแต่ถ้าจะจีบผู้หญิงสักคนเนี่ย จะทำยังไงดีหว่า ไอ้เราก็เคยอยู่แต่โรงเรียนชายล้วน จีบเป็นแต่ผู้ชาย เอ้ย!! ล้อเล่นนะครับคุณผู้ฟัง อย่าเข้าใจผิด แม้ว่ามันจะเคยมีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ให้น่าจิ้นก็เหอะ (ไปกันใหญ่แล้ว)


     เข้าเรื่อง เข้าเรื่อง เข้าเรื่องและเข้าเรื่อง อืม ๆ ต่อ ๆ
จะทำไงดีอ่ะ จีบหญิงต้องทำไง ไอ้เราก็เป็นคนประเภทเกลียดโทรศัพท์ซะด้วย ไม่ชอบคุยนาน ๆ คุยได้ สิบนาที ก็เก่งแล้ว แถมเวลาชาร์จไปคุยไป ไฟมันยังดูดหูอีกต่างหาก (ไอโฟนใครเป็นงี้มั่งป่ะครับ เพื่อถ้าของผมผิดปกติจะได้ซ่อม)


     
     ที่อ้างมาทั้งหมดมันก็แค่ข้ออ้างของคนไม่กล้าหน่ะแหละครับ โทรไปจะคุยอะไรอ่ะ แล้วเค้าจะเบื่อไหม แล้วจะชวนไปกินข้าว หรือ ดูหนังเนี่ยนะ งุ้ย..... ทุกท่านครับ ผู้ชายกับผู้หญิงก็เหมือนกันหน่ะแหละครับ มีเขิน มีอาย มีไม่กล้าชวนก่อน มีต้องคิดว่าจะคุยอะไรดีน้า มีต้องคิดว่าเวลาเค้าทักเอ็มมา (สมัยนั้น msn ยังพอใช้กันอยู่ไม่ได้มีแต่ facebook chat เหมือนสมัยนี้) จะพิมพ์ตอบว่าอะไร จะหยั่งงั้น หยั่งงี้ ดีไหม

     เอ๊ะ!!! หรือผมเป็นผู้ชายผิดปกติ???  จะเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะครับ แต่ว่าความรู้สึกมันก็ทับถมกันมาก ๆ เข้า มาก ๆ เข้า จนผมเอามาแต่งเป็นเพลงได้สำเร็จ
     
     เพลงนี้เป็นเพลงที่ยังคง concept คล้ายกับเพลงแรก เพราะตัวผมเองตั้งใจให้เป็นภาคต่อของเพลงนั้น เครื่องดนตรีที่ใช้ก็เหมือนเดิม ลักษณะเพลงก็จะคล้าย ๆ กัน คือเป็นเพลงที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ เหมือนเล่าเรื่อง ๆ นึง 
      เพลงนี้จะเป็นอย่างไร ไปฟังกันเลยครับ กับเพลง "จุดอ่อน"